|
|
ระบบการทำงานของ Toyota Camry Hydrid ตอนจบ




ติดตามกันมาถึง 2 ตอนแล้ว และสำหรับ Car Varieties ครั้งนี้ก็จะเป็นการนำเสนอเรื่องราวของ Hybrid Synergy Drive ตอนสุดท้ายแล้วล่ะครับ อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะครับ เพราะ “นาย T” อยากให้คุณๆ ได้ซึมซับเทคโนโลยีสุดไฮเทคนี้ไว้ให้มากที่สุด ก็เทคโนโลยีเหล่านี้นั้นสร้างขึ้นมาเพื่อใครล่ะครับ ถ้าไม่ใช่เพื่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เห็นด้วยกับ “นาย T” มั๊ยครับ ?

ด้วยสมรรถนะที่ไม่ธรรมดา ซึ่งเคียงข้างมากับตัวเลขของอัตราการสิ้นเปลืองที่เกินกว่า 17.0 กม./ลิตร สำหรับการใช้งานในเมือง หรือประหยัดเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับยนตกรรมที่ใช้เครื่องยนต์ในมิติที่เท่าๆ กัน แต่นั่นไม่ได้อาศัยแค่ระบบ Hybrid
Synergy Drive เพียงอย่างเดียว
ยังมีอีกตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้รถ
ไฮบริดของ TOYOTA ประหยัดได้
อย่างเหลือเชื่อ นั่นก็คือเครื่องยนต์
แบบ Atkinson Cycle ที่ออกแบบ
มาเป็นพิเศษทำให้เครื่องยนต์มีแรง
ต้านของชิ้นส่วนต่างๆ ที่น้อยกว่า
ด้วยเพลาข้อเหวี่ยงเยื้องศูนย์ที่ช่วย
ให้ลูกสูบเคลื่อนที่โดยที่ใช้แรงน้อย
กว่า ไปจนถึงจังหวะระเบิดที่ยาว
นานกว่าเครื่องยนต์ Otto Cycle
ซึ่งเป็นพื้นฐานของเครื่องยนต์ 4
จังหวะทั่วไป แต่เครื่องยนต์แบบ
Atkinson Cycle ก็จะเสียเปรียบในเรื่องของแรงบิดที่รอบต่ำ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าสมรรถนะจะขาดหาย เพราะว่ามี Motor-Generator 2 มาทำหน้าที่สร้างแรงบิดให้นั่นเอง แถมยังสูงกว่าของเครื่องยนต์เบ็นซินทั่วไปอีกต่างหาก

ต่อกันที่ TOYOTA Highlander Hybrid (หรือ Kluger) ที่นำเสนอสมรรถนะได้ดีกว่า Highlander ธรรมดาเสียอีก ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลาเพียง 7.2 วินาที ซึ่งเร็วกว่ารุ่นธรรมดาเป็นวินาทีเลยทีเดียว กับเรี่ยวแรงระดับ 268 แรงม้าที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ในขณะที่ Highlander ธรรมดา พกมาเพียง 215 แรงม้า และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องอัตราการสิ้นเปลือง ที่ Highlander Hybrid ทำได้ 11.47 กม./ลิตร สำหรับการใช้งาน และ 13.17 กม./ลิตร สำหรับการห้อตะบึงนอกเมือง ส่วน Highlander ทำได้ 8.07 และ 10.62 กม./ลิตร์

พอจะมองภาพออกหรือยังครับ ว่า Hybrid Synergy Drive นั้นมีคุณอนันต์กับผู้ใช้มากเพียงไหน เพราะมีให้ครบทั้งสมรรถนะ, ประหยัดและรักษ์สิ่งแวดล้อม


สำหรับรูปแบบการทำงานของ THS : TOYOTA Hybrid System/HSD : Hybrid Synergy Drive เจเนอเรชั่นแรก ก็จะเหมือนกับในภาพ คือ พละกำลังจะเดินทางไปมาระหว่างเครื่องยนต์แบบเบ็นซิน (ICE), Motor-Generator 1, Power Split
Device ซึ่งประกอบไปด้วย (S :
Central "Sun", C : Planetary
Carrier, R : Outer Ring) และ
Motor-Generator 2 จากนั้นในปี
2004 ทาง TOYOTA ได้จับเอา
คอมเพรสเซอร์ชนิดไฟฟ้าเข้าไว้ใน
Prius แทนคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ขับ
ด้วยสายพานหน้าเครื่องแบบรุ่นเก่า
ซึ่งนั่นทำให้ไม่ต้องพึ่งเครื่องยนต์
ในการทำความเย็นในห้องโดยสาร
อีกต่อไป ต่อกันที่เจเนอเรชั่นที่ 2
ของ Hybrid Synergy Drive กับ
ไฮบริดตะกายสี่อย่าง LEXUS RX
400 h และ TOYOTA Highlander
Hybrid ซึ่งได้รับการติดตั้งมอเตอร์
ไฟฟ้าตัวที่ 3 (หรือ MGR) มาไว้ที
เพลาหลัง ซึ่งเท่ากับว่าการขับเคลื่อนล้อคู่หลังนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรี่ยวแรงจาก
เครื่องยนต์แต่อย่างใด โดย Motor-Generator 2 จะเชื่อมต่อกับเพลาขับหน้า
ด้วยชุด Power Split Device ชุดที่ 2 ครับ

โดยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ทาง TOYOTA ได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของ Hybrid Synergy Drive ใน LEXUS GS 450 h และ LS 600 h ด้วยการเพิ่มชุดคลัทช์อีก 2 ชุด สำหรับการตัดต่อกำลังจาก Motor-Generator 2 เข้าสู่อัตราทดที่มี 2 ค่า คือ 3.9 และ 1.9 ตามความเร็วของตัวรถ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพละกำลังที่วิ่งมาจาก Motor-Generator 1 มายัง Motor-Generator 2 ในขณะที่รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงครับี


ของใหม่ล่าสุด ที่มีเฉพาะ All-New Prius กับรูปแบบที่ยังคงเดิม แต่ได้ลดขนาดและต้นทุนของอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ให้เล็กลง (ครึ่งนึง) ซึ่งก็รวมไปถึงแบตเตอรี่ Lithium-Ion ที่ให้อัตราส่วนของพลังงาน/น้ำหนักสูงกว่า NiMH แบบเก่า ทั้งยังทำงานที่อุณหภูมิสูงๆ ได้ดีกว่าด้วยครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเรื่องราวของ Hybrid Synergy Drive ของ TOYOTA ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการปรับพฤติกรรมให้ยานยนต์ประหยัด, มลภาวะต่ำ แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะอย่างเดิม (หรือมากกว่า) ยิ่งเทคโนโลยีของมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่ก้าวไกลไปมากเท่าใด สมรรถนะและความประหยัดของรถไฮบริดก็จะยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว ซึ่งก็จะสวนทางกับปริมาณมลพิษที่จะน้อยตามไปด้วยเช่นกันครับ
|
|