คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard  


















การเติมลมยางรถยนต์ & วิธีการเติมลมยางรถยนต์




ด้วยภารกิจของยางที่มากมายและสำคัญกว่าภาพลักษณ์ที่เห็น ทำให้ หลายๆคนไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับวัถตุกลมๆ ดังกล่าวซักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว ยางต้องรับบทหนักทั้งสร้างแรงเสียดทานกับพื้น ถนน (หรือยึดเกาะถนนนั่นแหละ) ด้วยพื้นที่สัมผัสอันน้อยนิด ทั้งในขณะเร่งความเร็ว, เลี้ยวและที่สำคัญกับการเบรค นอกจากนี้ยังต้องทนการกด ดันจากน้ำหนัก (รถ, คนและสัมภาระ) อยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงวัตถุแข็งๆ ที่เอาแน่เอานอนกับรูปทรงไม่ได้ ที่ล้วนแต่ทำร้ายหน้าสัมผัสและโครง สร้างของยางทั้งสิ้นเห็นมั๊ยล่ะครับว่าเจ้าวัตถุตัวดำๆ นี้มันสำคัญกับรถเราแค่ไหน ?
          

                           
             
เมื่อแรงดันลมยางต่ำลง จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ อัน เนื่องมาจากการที่พื้นที่สัมผัสของหน้ายางเพิ่มขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ต้องออกแรง มากกว่าเดิม, โครงสร้างยางถูกทารุณ เนื่องจากไม่มีแรงดันลมยางมาช่วยพยุง น้ำหนัก ทำให้แก้มยางต้องรับภาระหนักกว่าเดิม, หน้ายางสึกหรอไม่เท่ากัน, ประสิทธิภาพในการเร่ง, เลี้ยว, เบรคและอายุการใช้งานลดลง และยังเสี่ยงต่อ ยางระเบิดในขณะเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ จากการที่อากาศเสียดสีกันอย่าง รุนแรง เพราะแก้มยางมันยืดหยุ่นตัวตลอดเวลานั่นเองครับ แต่ก็ไม่ได้หมาย ความว่าเติมลมยางสูงกว่าปกติแล้วจะดีนะครับ เพราะถ้าลมยางมากเกิน ก็จะไป ลดทอนความนุ่มนวล, หน้ายางสึกหรอไม่เท่ากัน และประสิทธิภาพในการเร่ง, เลี้ยวและเบรคก็ไม่เต็มร้อยเช่นกันครับ
                           
                  

อุปกรณ์ที่สำคัญพอๆ กับแรงดันลมยางเลยทีเดียว นั่นก็คือ เกจ์วัดแรงดันลมยาง ที่แม่นยำและเที่ยงตรง ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องหายี่ห้อที่คุ้นเคยกันซักนิด ซึ่งก็มักจะ มากับค่าตัวที่ไม่น่าฟังนัก แต่ถ้ามองในระยะยาว ยังไงก็คุ้ม ส่วนประเภทที่ค่าตัว ถูกมากๆ มักจะไม่ค่อยแม่นยำหรือทนทานซักเท่าไหร่ ส่วนจะเล่นแบบอนาล็อก หรือดิจิตอลก็แล้วแต่ความชอบและความสะดวกในการหาที่ซื้อครับ ประเภทที่
ชอบพึ่งเกจ์วัดลมตามปั๊มลมในสถานีบริการน้ำมันนั้น คงจะหวังเรื่องความแม่นยำ ไม่ได้มาก เพราะวันๆ ต้องถูกใช้งานกับรถไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคัน มันก็ เลยต้องมีบ้างทีที่ จะคลาดเคลื่อนเป็นธรรมดา อย่างที่ “นาย T” เคยประสบมา ด้วยตัวเองกับหัวเติม ลมที่สามารถกำหนดแรงดันได้ที่หัวเติม แต่พอวัดด้วยเกจ์ วัดลมที่ใช้เป็นประจำนั้น พบว่าแรงดันมากกว่าที่แสดงไว้ถึง 4 ปอนด์เลยล่ะครับ
                           
                                          
ทำไมต้องวัดในขณะที่ยางเย็นตัว? เพราะในขณะที่รถเคลื่อนตัว อากาศในยางจะ เกิดการเสียดสีกัน จนทำให้แรงดันและอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ซึ่งหากวิ่งมาเป็นระยะ ทาง ไกล ก็จะทำให้แรงดันมากเกินกว่าความเป็นจริง เพราะฉะนั้นถ้าต้องการค่า ที่แน่นอน ก็จะต้องวัดในขณะที่ล้อยังไม่หมุนหรือหมุนน้อยที่สุดครับ ฟังเหมือนจะง่าย แต่เอา เข้าจริงก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ เพราะคงจะมีไม่กี่คนที่มีปั๊มลมเป็น ของตัวเอง ก็เลย
ต้องพึ่งที่เติมลมในปั๊มน้ำมันหรืออู่ที่สนิทกันแทน ซึ่งกว่าจะไปถึง แรงดันในยางก็คง เพิ่มขึ้นไปหลายปอนด์/ตร.นิ้ว (หรือ PSI) แล้วครับ และ “นาย T” ก็เป็นอีกคนที่ต้อง พึ่งแรงลมจากปั๊มลมในสถานีบริการน้ำมันเช่นกัน แต่ “นาย T” จะใช้วิธีเติมเพิ่มเผื่อ ไว้ก่อน โดยจะเลือกเติมในตอนเช้า เนื่องจากอุณหภูมิของพื้นผิวถนนจะยังไม่สูงนัก และระยะทางจากที่พักมาถึงปั๊มก็เพียงแค่ 4 กม. เศษๆ สมมติว่าต้องเติมที่ 30 ปอนด์
/ตร.นิ้ว ก็จะอัดเพิ่มไปเป็น 34 ปอนด์/ตร.นิ้ว แล้วขับไปจอดที่ออฟฟิศ พอตอนเที่ยง
ซึ่งยางจะเย็นตัวเต็มที่ (จอดอยู่กับที่ประมาณ 5 ชั่วโมง) ค่อยเอาเกจ์วัด ลมยางมา วัด เกินเท่าไหร่ก็ปล่อยออกให้ได้ 30 ปอนด์/ตร.นิ้วครับ มีผู้ผลิตยางบางรายระบุว่า แรงดันลมยางที่ลดลงไป 30 % จะมีผลให้อายุการใช้ งานลดลงถึง 20% เลยทีเดียว
             
ส่วนแรงดันลมยางก็ต้องศึกษาตามคู่มือหรือเพลทระบุแรงดันของรถรุ่นนั้นๆ ได้เลยครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ประมาณ
28-32 ปอนด์/ตร.นิ้ว อาจจะมากน้อยกว่าก็แล้วแต่รูปแบบของรถและลักษณะการใช้งาน และอย่าลืมเช็คแรงดันลมยาง
อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งนะครับ จะคันละไม่กี่หมื่นไปจนหลายสิบล้าน แต่ก็มีเพียงยาง 4 เส้น
เท่านั้นที่สร้างแรงเสียดทานให้ตัวรถยังอยู่ในการควบคุมและพาคุณถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้
ใส่ใจไหวเหรอครับ ?







คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard