|
|
วิธีเลือกรถมือสอง & วิธีซื้อรถมือสอง ต้องดูอะไรบ้าง




ถ้าเลือกได้ ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากจะเป็นเจ้าของรถใหม่ จากความใหม่สดของตัวรถที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน แต่ในเมื่อปัจจัยของแต่ละคนไม่เท่ากัน รถมือสองจึงได้กลายมาเป็นทางออกที่ดูจะเข้าท่ากว่าสำหรับใครหลายๆ คน อีกทั้งยังมีตัวเลือกให้จับจองเพียบ เพราะดาวน์น้อย ผ่อนถูกกว่ารถใหม่ แถมบางทีถ้าไปเจอรถที่เจ้า
ของเค้าดูแลมาอย่างดีก็ยังมี แต่อย่างนึงที่จะต้องบอกกันก่อนก็คือ เราไม่สามารถกำหนดอะไรกับรถมือสองเหล่านี้ได้มากนักหรอกครับ

พึงระลึกไว้เสมอว่าการซื้อรถนั้นห้ามใจร้อนเด็ดขาดครับ ไม่ว่ารถคันนั้นจะถูกใจคุณแค่ไหนเพราะนั่นเป็น
แค่รูปลักษณ์ภายนอกที่เรามองด้วยตาเปล่า ซึ่งมันเมคกันได้ เอาเป็นว่าถ้าจะไปดูให้หาคนที่พอจะมีความ
รู้เรื่องรถไปด้วย อย่างน้อยๆ ก็จะมีคนที่คอยดักคอให้คุณได้ยับยั้งชั่ง ใจบ้างนั่นเองครับ หลังจากที่ระบุยี่ห้อ,
รุ่น,ปีผลิต,อุปกรณ์ต่างๆ ของรถเราได้แล้ว ก็จะถึงขั้นตอนที่ว่ายากที่สุด นั่นก็คือการเฟ้นหารถให้
ได้ตามความต้องการของเราที่สุด ยกเว้นเรื่องสีของรถที่เราแทบจะกำหนดอะไรไม่ได้เลย เพราะส่วน
ใหญ่จะเป็นแบบสีใช่ แต่ตัวรถไม่ค่อยสวย หรือไม่ก็รถสวยแต่สีไม่ใช่ อะไรประมาณนี้ จะให้เป๊ะๆ หยั่งใจ
เลยคงจะยากครับ

“นาย T” คิดว่าทุกคนคงจะมองเหมือนๆกัน นั่นก็คือเล็งที่ตัวถังรถกับสีเป็นอันดับแรกๆ อันเนื่องมาจากมันเป็นการวิเคราะห์ที่เราสามารถมองเห็นได้ทันที ซึ่งสภาพภายนอกนี้ก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่คุณตั้งไว้ในใจ ว่าจะเอาแบบสีเดิมโรงงาน (สีบาง) ประมาณว่าเดิมๆ ทั้งคันหรือแบบที่เก็บงานมาแล้วเรียบร้อย แต่แบบแรกก็คงจะหายากกันซักหน่อยเพราะส่วนใหญ่คนขายก็มักจะเก็บ
สีมารอบคันแล้ว และอย่าไปเชื่อลมปากคนขายโดยเด็ดขาดที่ว่าไม่เคยเฉี่ยวไม่เคยชน ของอย่างนี้มันต้องดู
ด้วยตาตัวเองครับ โดยพยายามมองให้ระดับสายตาอยู่ในมุมเฉียงกับตัวรถ ซึ่งจะช่วยเน้นแสงและเงาของตัว
รถได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าซ่อมมาและช่างทำไม่เนียนจริงสภาพสีผิวมันจะฟ้องเราเองล่ะครับประตูมีกี่บานเปิดให้หมด เพื่อเช็คดูว่าประตูตก-ปิดสนิทหรือไม่, บานพับประตูฝืดมากน้อยเพียงไร, กระจกขึ้นลงเป็นปกติหรือไม่ และกลอนประตู
หลวมหรือเปล่า จากนั้นก็เช็ครอยเชื่อมของตะเข็บบริเวณกรอบประตูโดยต้องดึงเอากระดูกงู (ยางที่บิดอยู่ด้านบน) ออก ซึ่งสีที่บริเวณดังกล่าวจะต้องไม่ต่างไปจากส่วนอื่นๆตะเข็บจะต้องไม่มีเผยอ รอยเชื่อมต้องสม่ำเสมอ ถ้าหากไม่เป็นไปตามนั้นแสดงว่าโดนชนจากด้านข้างมาแล้วล่ะครับ และอย่าลืมบริเวณห้องสัมภาระหลัง ที่พื้นรถชอบผุแบบไม่บอก และส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจจะดู(รู้ก็ต่อเมื่อตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว) ถึงตรงนี้คงต้องรื้อพรมกับยางอะไหล่ออกมาดูครับ และจะต้องไม่มีการสาดสีใหม่ เพราะถ้ามีผุเมื่อไหร่ล่ะก็ แก้ไม่ค่อยหายครับ

และถ้ากลัวไม่ชัวร์ก็ให้จับอาการของเสียงที่เกิดจากการเคาะบริเวณต่างๆ (ถึงจะโบราณ แต่ยังพึ่งได้เสมอ) ซึ่งถ้าเป็นบริเวณที่ไม่เคยมีสีโป๊วเลย เสียงมันจะใสๆ(เหมือนเราเคาะเหล็กบางๆ เลยครับ) ไม่ทึบ แต่ถ้าเคาะแล้วเสียงทึบๆ (เหมือนเคาะแผ่นพลาสติคหนาๆ) ล่ะก็ สันนิษฐานไว้ได้เลยล่ะครับว่าโดนสีโป๊วมาแล้วแน่ๆ อย่างนี้เลี่ยงได้ก็เลี่ยงครับ อย่าลืมลองเคาะบนหลังคาด้วยนะครับ เพราะส่วนนี้เป็นบริเวณที่ยากนักที่จะต้องซ่อม (จะซ่อมก็ต่อเมื่อคว่ำมา) ถ้าเกิดกับส่วนนี้เมื่อไหร่ เปลี่ยนไปมองคันใหม่ได้เลยครับ

ถ้าสภาพสีภายนอกผ่านก็มาต่อกันที่ห้องเครื่อง เริ่มจากคานหน้าก่อน ถ้าไม่มีการซ่อมจากการชน
ตัวสีบริเวณนี้จะค่อนข้างบางและไม่โดดไปจากสีของบริเวณอื่นๆในห้องเครื่อง โดยให้เปรียบเทียบ
กันกับผนังห้องเครื่อง (ถ้าไม่เปลี่ยนสีมา ส่วนนี้ ไฟตัดหมอกและไฟเบรค ซึ่งอาจจะต้องพึ่งเพื่อนที่ไปด้วยให้คอยดูอยู่
นอกตัวรถด้วยครับมักจะเป็นสีเดิมๆ)ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าหากสีของคานหน้ามันสดใหม่กว่ากันล่ะก็
แสดงว่าอาจจะมาจากการตัดต่อหรือซ่อมมาแน่นอนครับ หรือจะสังเกตจากบรรดาสติ๊กเกอร์ (น้ำยาแอร์,
เตือนอุณหภูมิ ฯลฯ) ที่ติดมากับคานหน้ารถก็ได้ครับ เพราะถ้าไม่ได้ไปซ่อม,เปลี่ยนหรือทำสีมา สติ๊กเกอร์
ดังกล่าวจะต้องยังอยู่ ส่วนจะซีดหรือหลุดร่อนกันบ้าง อันนี้ยอมรับได้ครับตามมาด้วยน็อตที่ยึดแก้มกับฝากระโปรงหน้า ที่จะต้องไม่มีรอยถลอก
บริเวณหัวน็อตจากการถอด รวมไปถึงบริเวณซุ้มล้อที่จะต้องเรียบเนียนและมาในโทนสีเดียวกัน และที่จะ
พลาดไม่ได้เลยก็คือ เครื่องยนต์ที่ส่วนมากมักจะล้างกันซะเอี่ยมยังกับเครื่องรถป้ายแดง ซึ่งบางคนอาจจะ
ชอบ แต่ “นาย T” มองว่าถ้าไม่ล้างมันจะตรวจเช็ครอยรั่วซึมได้ง่ายกว่า ตรงนี้ต้อง
สตาร์ทเครื่องด้วย เพื่อจะตรวจเช็คการทำงานของเครื่องยนต์ว่าเดินเรียบหรือไม่(ถึงต้องบอกว่าให้เอาคน
ที่มีความรู้เรื่องรถไปด้วยยังไงล่ะครับ)หรือมีเสียงผิดปกติจากอุปกรณ์อื่นๆ อย่างไดชาร์จ,คอมแอร์และปั๊ม
เพาเวอร์หรือเปล่า พัดลมไฟฟ้าทำงานเป็นปกติหรือมีเสียงดังหรือไม่ จากนั้นให้ลองเปิดแอร์เพื่อจะดูรอบเครื่อง
ยนต์และความเย็นจะต้องเป็นปกติยังรวมไปถึงพัดลมที่คอนเด็นเซอร์ด้วย แล้วก็ลองเข้าไปนั่งหลังพวง
มาลัย เพื่อที่จะได้ดูมาตรวัดต่างๆ ทั้งรอบเครื่อง,อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น, Check Engine, ระดับน้ำมันเชื้อ
เพลิง ตามมาด้วยสัญญาณไฟต่างๆทั้งไฟหรี่,ไฟต่ำ-สูง,ไฟเลี้ยว

และที่จะพลาดไม่ได้เลยสำหรับการตรวจเช็คเครื่องยนต์ก็คือ การรั่วซึมบริเวณใต้เครื่อง
(หลังจากที่เครื่องยนต์ทำงานไปซักพัก) ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
เพราะเมื่อเครื่องยนต์เริ่มร้อน น้ำมันจะเริ่มใสและน้ำก็จะมีแรงดันเพิ่มสูงขึ้น ทำให้
สามารถเล็ดรอดออกมาตามจุดที่รั่วซึมได้ง่ายกว่านั่นเองครับ ถ้าหากไม่มีการหยดของน้ำหรือน้ำมัน (ซึ่งไม่
เกี่ยวข้องกับท่อน้ำทิ้งของระบบปรับอากาศนะ)ก็ไปขอลองขับดูได้เลยครับ รวมถึงการลองปรับตั้งอุปกรณ์
ต่างๆ ทั้งกระจกมองข้าง(ถ้าเป็นแบบไฟฟ้าก็ให้ลองปรับตั้งดูด้วยครับ),ตำแหน่งของเบาะที่จะต้อง
ลื่นไหลเลื่อนได้ดีโดยไม่มีสะดุด,ตำแหน่งของพวงมาลัยที่หากปรับตั้งได้ก็ต้องลองปรับให้สุดแล้วค่อย
ลองขับเพื่อจับอาการของช่วงล่างว่ามีเสียงหรือไม่ ทั้งตอนเลี้ยวหรือช่วงที่ถนนไม่เรียบ, พวงมาลัย
ตอบสนองดีหรือไม่ ระยะฟรีมากเกินไปหรือเปล่า, เบรคแล้วมีเสียง (จานคดหรือผ้าเบรคหมด)
หรือเบรคแล้วรถเสียอาการหรือไม่ เบรคมือทำงานเป็นปกติหรือเปล่า, เครื่องยนต์ตอบ
สนองอย่างที่ควรจะเป็น เกียร์เข้ายากหรือมีเสียงเกิดขึ้นหรือไม่ (ลองให้ครบทุกเกียร์นะครับ)
รวมไปถึงเสียงจากอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถด้วยนะครับ (วิทยุยังไม่ต้องเปิด)เพราะถ้ามีเสียงแล้ว
แก้ยากสิ้นดี

ในส่วนของห้องโดยสารมักจะไม่ค่อยมีอะไรให้น่าเป็นห่วงนัก เพราะถ้าภายนอกไม่โดนกระทบกระทั่ง อุปกรณ์ภายในก็จะไม่มีอะไรชำรุด ยกเว้นแต่เรื่องสีที่อาจจะซีดบ้างตามอายุรถ อย่างที่ “นาย T” บอกนั่นแหละครับ ว่ายังไงๆ ก็จะต้องมีช่าง (ที่สนิทหน่อย) หรือคนที่รู้เรื่องรถไปด้วย เพื่อคอยชี้แนะและห้ามปรามไม่ให้เราผลี
ผลาม และที่สำคัญคืออย่าใจร้อนเป็นอันขาด เพราะบางครั้งอาจจะต้องหากันเป็นเดือนถึงจะเจอรถที่ถูกใจ ยอมเสียเวลากันซักนิด ดีกว่าซื้อมาแล้วต้องมาเสียเวลาเข้าอู่ในภายหลังครับ ขอให้โชคดีกับการเลือกซื้อและเจอรถที่ถูกใจครับ
|
|