คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard  


















เบรคอย่างไรให้ระยะทางสั้นที่สุด




ึ้ในขณะที่เรานั่งอยู่หลังพวงมาลัยนั้น สำคัญมากที่สมาธิจะต้องมุ่งไปที่เส้นทางเบื้องหน้า ซึ่งจริงๆ แล้วก็รวมไปถึงด้านข้างและหลังด้วยนั่นแหละครับ เพียงแต่ต้องให้เบื้องหน้ามันคือทิศทางที่เราพุ่งเข้าหา จึงจำเป็นที่จะต้องเพ่ง, พิจารณาและคาดการณ์ล่วงหน้า เกี่ยวกับเพื่อนร่วมทาง ทั้งที่อยู่ด้านหน้าและซ้าย-ขวา ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถกะเกณฑ์พฤติกรรมที่จะต้องทำต่อไป ณ ช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะหากต้องเบรคล่ะก็ ระยะทางกับความเร็วมีผลต่อระยะเวลาและระยะทางในการเบรคจนนิ่งสนิทแน่นอนครับ

เรื่องเบรคนั้นใครๆ ก็รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ? แต่มันสำคัญอยู่ที่เบรคอย่างไรให้ระยะทางสั้นและหยุดเร็วที่สุดต่างหากล่ะครับ แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอความเร็วจะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ (ดี) เพื่อให้เราๆ ท่านๆ พร้อมเสมอสำหรับการเบรคอย่างรุนแรง กับผลลัพธ์ที่ช่วยให้คุณหยุดได้อย่างรวดเร็วและใช้ระยะทางสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เริ่มจาก


อุปกรณ์ในระบบ ก็อย่างที่ “นาย T” ได้กล่าวไปแล้วว่า องค์ประกอบของระบบเบรคจะต้องพร้อมใช้งานอยู่เสมอ (ไม่ว่าจะเบรครุนแรงหรือไม่ก็ตาม) เริ่มตั้งแต่ปริมาณน้ำมันเบรคในระบบ ซึ่งหากพร่องจากขีด MAX ก็จะต้องเติมด้วยน้ำมันเบรคใหม่เท่านั้น, ความหนาของผ้าเบรค-จานเบรค (ไม่คดด้วยนะครับ) และการรั่วซึมในระบบที่จะต้องไม่มีเด็ดขาด


แรงดันลมยาง นอกจากสมรรถนะ, การบังคับควบคุมและอัตราการสิ้นเปลืองแล้ว แรงดันลมยางทั้ง 4 ล้อยังมีผลต่อการเบรคด้วยล่ะครับ เพราะถ้าแรงดันลมยางต่ำไป นอกจากจะกินแรงเครื่อง (และน้ำมัน), การบังคับควบคุมแย่ลงแล้ว ยังเพิ่มระยะทางในการเบรคอีกด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแรงดันลม
ยางที่มากเกินจะขจัดปัญหาดังกล่าว เนื่องจากหากแรงดันลมยางมากเกินไปก็จะทำให้ยางพองตัว ซึ่งก็จะไม่ได้ทำให้สมรรถนะที่ถ่ายทอดสู่พื้นถนนหรือเบรคดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเช็คคู่มือหรือสติ๊กเกอร์ระบุแรงดันลมและจัดตามนั้นไปเลยครับ


สภาพของยาง ต่อให้เบรคของคุณเลอเลิศซักเพียงใด แต่หากว่ายางที่ทำหน้าที่สร้างแรงเสียดทานกับพื้นถนน หมดประสิทธิภาพในการสร้างแรงยึดเกาะ มันก็เท่านั้น ในที่นี้หมายถึงอายุการใช้งานของยาง, ความนิ่ม-แข็งและความหนาของเนื้อยางนั่นเองครับ อย่าลืมนะครับว่ารถทั้งคันมีเพียงยาง 4 เส้นเท่านั้นที่รองรับน้ำหนักและสร้างแรงเสียดทานกับพื้นถนน
เทคนิคในการใช้งานของระบบป้องกันล็อค รถรุ่นใหม่ๆ เดี๋ยวนี้จะต้องมีระบบป้องกันล้อล็อค (ABS : Anti-Lock Braking System) ติดตัวมาเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องเข้าใจพื้นฐานของระบบดังกล่าวกันก่อนนะครับ ABS ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้ในขณะที่เบรค ควบคู่ไปกับคุณสมบัติในการลดระยะทางที่ใช้ในการเบรค เพราะฉะนั้นคุณมีหน้าที่เพียงออกแรงเหยียบ พร้อมด้วยการบังคับทิศทางเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องลดแรงเบรคหรือย้ำเบรคแต่อย่างใด

เบรคฉุกเฉินแบบไม่มี ABS กับรถบางรุ่นที่ไม่ได้ของแถมอย่าง ABS ติดตัวมาจากโรงงาน การเบรคเพื่อชะลอความเร็วอย่างรวดเร็วนั้นจะต่างไปจากรถที่มี ABS เพราะถ้าหากคุณกดแป้นเบรคแบบไม่มียั้ง ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือล้อล็อค ซึ่งนั่นจะทำให้รถเกิดอาการลื่นไถลและสูญเสียการบังคับควบคุมไป
เทคนิคในการเบรคโดยไม่มีตัวช่วยอย่าง ABS คือ หาจุดที่ออกแรงเหยียบได้สูงสุดโดยที่ล้อไม่ล็อค (พูดง่ายแต่ทำยาก) ซึ่งจะต้องจับอาการของยางให้ดี ควบคู่ไปกับการผ่อนแรงแป้นเหยียบเล็กน้อย เพื่อให้ล้อเริ่มหมุน จากนั้นจึงค่อยเพิ่มแรงเบรคให้มากขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นกระทืบนะครับ


เป็นอะไรที่อธิบายได้ไม่ง่ายเลย เพราะตัวแปรในการเบรคนั้นมีไม่น้อย ทั้งความเร็ว, สภาพพื้นผิว, คุณภาพ-ขนาดของยาง, ประสิทธิภาพของระบบเบรคและทักษะของผู้ขับขี่ แม้จะเป็นรถคันเดียวกัน แต่หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งต่างกัน ระยะทางและระยะเวลาในการเบรคก็ไม่เท่ากันแล้วครับ สรุปง่ายๆ ก็คือ เร็วได้ แต่ไม่ประมาท เพราะบนท้องถนนไม่ได้มีเราคนเดียวซะหน่อยนี่นา








คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard