คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard  





















แม้ว่า “นาย T” จะเคยพูดถึงการดูแลระบบเบรคใน Tip & Technique ครั้งก่อนๆ ไปกันบ้างแล้ว แต่ก็จะเป็นในส่วนของขั้นตอนการเช็คแบบ คร่าวๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ครั้งนี้จะเป็นเรื่องราวที่ลงลึกยิ่งกว่านั้น ซึ่งจำ เป็นต้องออกแรงและใช้เครื่องไม้เครื่องมือกันพอสมควร กับจุดประสงค์ เพียงเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นขั้นตอนของการตรวจเช็คสภาพของอุปกรณ์
ต่างๆ ของระบบเบรคเท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่จะให้ทุกคนมาทำตามนะครับ เพราะถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมือไม่พร้อม และไม่ได้เคยลงมือกับงานแบบนี้ มาก่อน “นาย T” ก็ไม่ขอสนับสนุนให้เหนื่อยเองครับ ถ้าระบบเบรคเริ่มมี
ปัญหา เข้าศูนย์บริการจะสะดวกและรวดเร็วกว่าครับ



จริงๆ แล้วเราสามารถตรวจเช็คระบบเบรคในเบื้องต้นได้จากน้ำมันเบรคนี่เองล่ะ
ครับ ทั้งปริมาณและความใสของตัวน้ำมัน ที่พอจะบ่งบอกถึงการรั่วซึม-เสื่อม สภาพของอุปกรณ์ในระบบได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าจะให้ชัวร์ก็ต้องเช็คให้ครบ ทุกอย่าง ยิ่งกับรถที่มีอายุการใช้งานมาพอสมควรนี่ยิ่งพลาดไม่ได้ด้วยประการ ทั้งปวงเลยล่ะครับ ดังนั้นหากน้ำมันเบรคยังอยู่ในระดับ Min ถึง Max (ลดลงได้ บ้างจากการที่ผ้าเบรคสึกหรอตามระยะ แต่ไม่ใช่ลดฮวบฮาบภายในระยะเวลาอัน
รวดเร็ว), สียังใสอยู่พอประมาณ (แต่ต้องเช็คด้วยว่าครั้งสุดท้ายที่เปลี่ยนน่ะเมื่อ ไหร่ ?) และแป้นเบรคยังมีแรงต้านอยู่ (ไม่ใช่เหยียบแล้วหายๆ) ล่ะก็ ไปเตรียม เครื่องไม้เครื่องมือต่อได้เลยครับ ที่จะขาดเสียมิได้ก็จะมีแม่แรง, สามขา, ชุด บล็อค, กากบาทถอดล้อ, กระดาษทรายเบอร์หยาบ, ตลับเมตรหรือเวอร์เนียร์ (ถ้ามี) และจาระบีอีกกระปุกครับ



อันดับแรกที่จะต้องทำก็คือ คลายน็อตล้อกันเสียก่อน ส่วนจะเริ่มกันที่คู่หน้าหรือ จะเล่นกับคู่หลังก่อนก็ได้ตามสะดวก เพราะยังไงมันก็ต้องเช็คทั้ง 4 ล้ออยู่แล้ว ครับ ก่อนคลายน็อตล้อก็อย่าลืมดึงเบรคมือเอาไว้ด้วย ไม่งั้นรถมันก็จะเลื่อน ตามแรงที่เราส่งผ่านตัวกากบาทถอดล้อนั่นเองครับ (เหมือนเราออกแรงหมุนล้อ เลยล่ะ) จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของแม่แรงที่จะส่งตัวรถให้สูงพอที่สามขาจะแบกรับ น้ำหนักของตัวรถผ่านจุดรองสามขา (โปรดศึกษาในคู่มือ) ได้นั่นเอง


และเมื่อล้อและยางถูกโยกย้ายออกไปแล้ว มันก็จะทำให้เราได้ใกล้ชิดกับระบบ เบรคยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ อย่างนี้หลุดลอย เริ่มจากตรวจ สอบความหนาของจานเบรคกันก่อน (ถ้าเคยเจียจานมาแล้ว ต้องเช็คด้วยครับ) แล้วจะรู้ได้ไงว่าบางแค่ไหนถึงต้องเปลี่ยน? ส่วนใหญ่ที่ขอบของจานเบรคจะมี ระบุไว้อยู่แล้วครับ เช่น MIN TH (มาจาก Minimum Thickness) 21 mm. ก็จะ ประมาณว่าบางสุดได้แค่ 21 มม. ถ้าบางกว่านั้นต้องเปลี่ยนครับ หากยังดันทุรัง ใช้ก็จะเสี่ยงกับอาการจานคดจากการเบรคหนักๆ ซะเปล่าๆ...ถ้าไม่มีเวอร์เนียร์ คาลิเปอร์ก็คงต้องพึ่งตลับเมตร (เพียงแต่ความแม่นยำมันจะสู้ไม่ได้เท่านั้นเอง) ถ้าความหนาเกินกว่าค่าความบางสุดที่ระบุไว้ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะ คุณจะยังไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของจานดิสค์ในช่วงนี้ แต่ถ้าใกล้เคียงมากๆ หรือ บางกว่าที่กำหนดไว้ล่ะก็ เตรียมค่าใช้จ่ายไว้ได้เลยครับ นอกจากความหนา ของจานดิสค์แล้ว ที่จะลืมเสียมิได้ก็คือ รอยร้าวของตัวจาน ยิ่งใครที่เป็น ประเภทขาขวาหนัก (กับทั้งแป้นคันเร่งและเบรค) ล่ะก็ ตรวจให้บ่อยก็ดีครับ


ต่อจากจานก็มาที่ผ้าเบรค อันนี้จะมองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยชัวร์ มันถอดสลักคาลิ
เปอร์ออกด้านนึง เพื่อให้สามารถพับเอาคาลิเปอร์ยกไว้ด้านใดด้านหนึ่งได้ จะ ได้เช็คทั้งผ้าเบรคและซีลยางของลูกสูบไปด้วยเลย เริ่มจากผ้าเบรคกันก่อน แน่นอนว่าเนื้อผ้าเบรคจะต้องยังมีความหนาอยู่พอประมาณ (มากน้อยก็เอาตาม คู่มือละกัน) แต่โดยทั่วไปถ้าน้อยกว่า 3 มม. ก็ควรที่จะหาผ้าเบรคใหม่มาเปลี่ยน ได้แล้วล่ะครับ เพราะใช้ได้อีกไม่นานมันก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี จะได้ไม่ต้องมานั่ง เบรคไปเสียวไป ตามมาด้วยซีลยางของลูกสูบเบรค ซึ่งจะต้องไม่มีรอยร้าว หรือชื้นแฉะจากการที่น้ำมันเบรคซึมออกมาเสนอหน้า รวมไปถึงตัวลูกสูบที่จะ ต้องแห้งสนิทด้วย เพราะถ้าแฉะเมื่อไหร่ งานเข้าแน่ๆ ครับ



ยังไม่หมด ที่จะผ่านเลยเสียมิได้ก็คือ สลักเบรค (คาลิเปอร์ 1 ตัวมีสลัก 1 คู่) หรือแกนที่มันมีซีลยางกันฝุ่นหยักๆ คลุมนั่นแหละ ซึ่งสลักที่ว่าจะทำหน้าที่เป็น ตัวประคองตัวคาลิเปอร์ในขณะที่ลูกสูบถูกดันออกด้วยแรงดันที่ส่งมาจากแป้น เบรคนั่นเอง ทำให้ตัวสลักจะต้องมีจาระบีสอดไส้อยู่ด้านใน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัว
คาลิเปอร์ค้าง (เคลื่อนเข้าหากันไม่ได้) ซึ่งจะทำให้ผ้าเบรคสึกเพียงด้านเดียว ส่วนซีลยางก็จะทำหน้าที่ป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก ที่มันจะเข้าไปขัดขวางการ เคลื่อนตัวของสลักนั่นเอง ดังนั้นสลักจะต้องชุ่มฉ่ำไปด้วยจาระบี ส่วนซีลยางจะ
ต้องแห้งและไม่มีรอยฉีกขาด เช่นเดียวกับสายอ่อนน้ำมันเบรค ทั้งตัวสายเอง และบรรดารอยต่อต่างๆ จะต้องอยู่ในสภาพ “แห้งๆ” เช่นกัน ค่อยเช็คไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง 4 ล้อ ถ้าทุกอย่าง Ok. ก็ประกอบทุกอย่างเข้าอย่างเดิม ก็เป็นอันว่า เสร็จ Job นี้แล้วครับ


ก็อย่างที่ “นาย T” ได้บอกตั้งแต่แรกว่าจริงๆ แล้วไม่จำเป็นจะต้องลงมือเองก็ได้ เพราะเข้าศูนย์บริการนั้นง่ายและรวดเร็วกว่าเยอะ จากความพร้อมของบุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือ แถมยังไม่ต้องเหนื่อยและเลอะเทอะอีกต่างหาก เพียง แต่ต้องการนำเสนอขั้นตอนในการตรวจเช็คและสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ใน ระบบเบรคมากกว่าครับ เอาเป็นว่าถ้าเปลี่ยนน้ำมันเบรคซักปีล่ะครั้งควบคู่ไปกับ
การเช็คความหนาของผ้าเบรค, หมั่นตรวจระดับน้ำมันเบรคบ่อยๆ และที่สำคัญคือจับอาการของแป้นเบรค-ตัวรถในขณะเบรคให้เป็นนิสัย ก็จะช่วยป้องกัน ปัญหาที่จะเกิดกับระบบชะลอความเร็วได้บ้างแล้วล่ะครับ








คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard