คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard  


















การดูแลไส้กรองอากาศรถยนต





ึ้ด้วยรูปแบบของการประจุอากาศที่มีไส้กรองอากาศเป็นปราการด่านแรก ปัจจัยที่ชี้ชัดว่าปริมาณอากาศที่ไหลออกจากกรองอากาศมากหรือน้อยนั้น จึงขึ้นอยู่กับเจ้ากระดาษหยักๆ (หรือผ้า) ที่ทำหน้าที่กรองเอาสิ่งสกปรกออกจากอากาศนั่นเอง ถ้าเป็นไส้กรองอากาศใหม่ๆ ก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้งานไปจนสิ่งสกปรกเริ่มจับตัวจนไม่มีทางให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ล่ะก็ วิ่งไม่ออกสิครับทีนี้


เพื่อให้ประสิทธิภาพของการกรองอากาศนั้นเต็มเปี่ยม เราๆ ท่านๆ จะต้องเปลี่ยน
ไส้กรองอากาศตามระยะที่คู่มือระบุ ซึ่งจะช่วยให้อากาศทะลุทะลวงผ่านได้อย่าง
เพียงพอเท่าที่เครื่องยนต์ต้องการ ถ้าจะให้ “นาย T” ระบุว่าเมื่อไหร่ถึงต้องเอาไส้
กรองอากาศออกมาเป่า คงระบุเป็น
ตัวเลขของระยะทางหรือเวลาเป๊ะๆ
ไม่ได้ครับ เพราะว่าสภาพแวดล้อม
หรือความถี่ในการใช้งานของแต่ละ
คนไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าถ้ารู้สึกว่า
การตอบสนองของเครื่องยนต์รถ
เปลี่ยนไปหรืออัตราการสิ้นเปลือง
สูงขึ้น (แต่อุปกรณ์อื่นๆ ต้องอยู่ใน
สภาพพร้อมใช้ด้วยนะครับ) ล่ะก็
เตรียม (มือ) เลอะได้เลยครับ หรือ
เอาง่ายๆ ซักประมาณ 1,000-
1,500 กม. ก็ถอดเอาไส้กรองออก
มาเป่าได้แล้วล่ะครับ อ้อ แต่ใช้ได้
เฉพาะไส้กรองที่เป็นกระดาษนะครับ กับผ้าหรือเส้นใยต่างๆ มิสามารถครับ

จากประสบการณ์ที่ “นาย T” เคยพบเห็นมาด้วยตัวเอง ทั้งเจ้าของรถหรือกระทั่งไปใช้บริการตามอู่หรือปั๊มน้ำมันก็ตาม บ่อยครั้งที่เห็นคือเป่าลมผิดด้าน คือ แทนที่จะเป่าเอาฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออกจากไส้กรอง กลับกลายเป็นว่าการเอาลมไปอัดฝุ่นหรือสิ่งสกปรกอัดแน่นกับไส้กรองมากยิ่งขึ้นซะงั้น ทำไมถึงได้เป็นเช่นนั้นล่ะครับ ? ไส้กรองอากาศจะมี 2 ด้าน คือ ด้านที่ทำหน้าที่เป็นปราการชั้นแรกในการกรองสิ่งสกปรก ซึ่ง “นาย T” ขอเรียกว่าด้าน A ก็แล้วกันนะครับ กับอีกด้าน (หรือด้าน B) ที่ทำหน้าที่เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการใช้งาน ก็จะมีเพียงด้าน A เท่านั้นที่จะต้องประสบพบเจอกับฝุ่นและสิ่งสกปรกตลอดเวลาย
แต่เวลาที่หลายๆ คนถอดเอาไส้กรองอากาศออกมาเป่านั้น กลับเป่าลมเข้าไปที่ด้าน A ซะงั้น แทนที่จะอาศัยแรงลมในการกระแทกเอาฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากไส้กรอง กลับกลายเป็นว่าเอาแรงดันลมไปอัดตัวให้สิ่งสกปรกยิ่งฝังลึกในตัวไส้กรอง ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ เมื่อเปิดฝาครอบหม้อกรองอากาศออก ให้จำด้าน A (ในกรณีที่เป็นแบบแผ่น) เอาไว้ เพราะตอนที่เราเอากรองอากาศออกมาจากหม้อกรองแล้วเนี่ย หน้าตาของด้าน A กับ B นั้นแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ทำให้บางครั้งก็อาจจะจำสับสนกันได้ ดังนั้นต้องจดจำลักษณะของด้าน A ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นเอาไว้ด้วยครับ หรือถ้าเป็นแบบกลมของพวกปิคอัพหรือเครื่องยนต์ดีเซล ด้าน A จะอยู่ด้านนอก ส่วนด้าน B จะอยู่ด้านในครับ


มาถึงขั้นตอนในการเป่าเอาสิ่งสกปรกออกกันต่อ ในกรณีที่แยกออกแล้วนะครับว่า
ด้านไหนด้าน A ด้านไหน B ด้าน A ไม่ต้องไปยุ่งกับมันเลยครับ ปล่อยให้มัน
เลอะๆ เทอะๆ ไปอย่างนั้นแหละ จากนั้นก็เอาหัวเป่าลมจ่อไปยังด้าน B แล้วขยับ
หัวเป่าลมตามทิศทางของการพับ
จีบในไส้กรองครับ เพื่อให้มันทั่วถึง
ที่สุด ไม่ว่าจะมีกี่แถบกี่พับก็จะต้อง
ไล่เป่าให้หมด ตรงนี้ต้องระวังเรื่อง
ฝุ่นด้วยนะครับ โดยพยายามให้ฝุ่น
นั้นพุ่งออกนอกตัวให้มากที่สุด และ
ถ้าหาอะไรมาปิดจมูกได้ก็จะดีมากๆ
จริงอยู่ที่ว่าเราไม่สามารถขจัดเอา
สิ่งสกปรกออกได้ทั้งหมด แต่อย่าง
น้อยๆ มันก็จะช่วยให้การเดินทาง
ของอากาศนั้นไหลลื่นขึ้นอีกนิดนึง
ซึ่งก็จะช่วยให้ไม่ต้องถมน้ำมันมาก
เกินจำเป็น ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่อง
ประหยัดแล้ว ยังทำให้อัตราเร่งไม่ตกอีกด้วยล่ะครับ และก็อย่าลืมตรวจเช็คการฉีดขาดหรือชำรุดของตัวกระดาษด้วย ถ้าหากพบว่าตัวกระดาษชำรุดไม่ว่าจะมากหรือน้อยให้เปลี่ยนทันทีครับ ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องมาทนใช้กรองอากาศที่หมดประสิทธิภาพในการดักจับสิ่งสกปรกได้เลย


ด้วยรูปแบบในการปลดปล่อยแรงระเบิดจากการสันดาปของเครื่องยนต์ ซึ่งต้องอาศัย 3 องค์ประกอบ คือ อากาศ, น้ำมันและประกายไฟ (อันนี้เฉพาะเครื่องยนต์เบนซินนะ) เพราะฉะนั้นถ้าหากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ก็อาจจะยังให้สมรรถนะหดหายหรือสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น ดีไม่ดีอาจทำให้เครื่องยนต์ดับหรือสตาร์ทไม่ติด
ได้เลยนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอาศัยเป่ากรองไปเรื่อย แล้วละเลยการเปลี่ยนไส้กรองอากาศตามระยะไม่ได้นะครับ การเป่ากรองนั้นแค่ช่วยให้กรอง
อากาศยังคงมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นในขณะที่ยังไม่ถึงระยะการเปลี่ยนไส้กรองอากาศเท่านั้นครับ








คลังบทความ ฟังFm ราคารถToyota webboard