ในหลายๆปีที่ผ่านมานั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทำให้มีการเสาะหาพลังงานทดแทนหลายๆ อย่างเช่น ก๊าซธรรมชาติและเอทานอลซึ่งประเภทหลังนี้นำมาผสมเข้ากับน้ำมันเบนซินในอัตราต่างๆ กันและนำออกจำหน่ายในนามแก๊สโซฮอลที่เรารู้จักนั่นเอง
หลายๆ ท่านซึ่งอาจจะลืมวิชาเคมีเบื้องต้นที่เคยเรียนเมื่อตอนเด็กๆ นั้นอาจจะไม่เข้าใจคำว่าเอทานอล แต่จริงๆ แล้วเอทานอลนั้นก็คือแอลกอฮอลชนิดหนึ่งนั่นเอง ปริมาณของเอทานอลจากพืชที่นำมาผสมเข้ากับน้ำมันเบนซินนั้นจะแตกต่างกันออกไป เช่น ถ้านำมาผสมในอัตรา 1 ต่อ 9 ก็จะเรียกว่าแก๊สโซฮอล E10 แต่ถ้าผสมในอัตรา 2 ต่อ 8 ก็จะกลายเป็นแก๊สโซฮอล E20 ถึงแม้ว่าในทวีปยุโรปตอนบนนั้นจะมีการผสมเอทานอลได้มากถึง 8.5 ส่วนต่อน้ำมันเบนซิน 1.5 ส่วน และในบราซิลนั้นรัฐบาลได้ออกกฏหมายให้ใช้เอทานอลถึง 100 เปอร์เซนต์แล้วก็ตามในประเทศไทยนั้นพึ่งจะเริ่มทำการจำหน่ายแก๊สโซฮอล E20 เท่านั้น
::สำหรับการผสมแอลกอฮอล์ในน้ำมันเบนซินในข้างต้น เป็นในลักษณะของสารเติมแต่งปรับปรุงค่า Oxygenates และออกเทน (Octane) ของน้ำมันเบนซิน ซึ่งสามารถใช้ทดแทนสารเติมแต่งชนิดอื่นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ Methyl Tertiary Butyl Ether (MTBE) ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะพยายามประชาสัมพันธ์ว่าการใช้แก๊สโซฮอลนั้นไม่มีข้อเสียเลยแม้แต่น้อยแต่ก็ยังมีการถกเถียงอยู่ว่าการเติมแก๊สโซฮอลนั้นจะสู้การเติมน้ำมันเบนซินไม่ได้ เรื่องของประสิทธิภาพเครื่องยนต์(อัตราเร่งและความเร็วสูงสุด) หรืออัตราบริโภคน้ำมัน (กินน้ำมันมากขึ้นทำให้ไม่ได้ประหยัดเงินเท่าที่คำนวณใว้) สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มใช้แก๊สโซฮอลไม่ว่าเพื่อที่จะช่วยประเทศประหยัดเงินตราหรือประหยัดเงินในกระเป๋าตัวเอง(เพราะแก๊สโซฮอลราคาถูกกว่าน้ำมันนั่นเอง) มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่เล็กน้อย
::ประการแรกก็คือ ต้องตรวจสอบกับบริษัทรถยนต์ว่ารถที่ตนเองใช้นั้นสามารถใช้แก๊สโซฮอลได้หรือไม่ คำตอบที่ท่านจะได้รับคือว่ารถยนต์ที่มีระบบหัวฉีดและผลิตหลังปี 1991 สามารถใช้แก๊สโซฮอล E10ได้ แอลกอฮอลในแก๊สโซฮอลนั้นจะกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆ ในทางเดินน้ำมันซึ่งทำจากยางและพลาสติคในระยะยาวแต่ด้วยปริมาณที่น้อย(แค่10เปอร์เซ็นต์) การกัดกร่อนนั้นก็จะน้อยตามไปด้วย แต่ในแก๊สโซฮอล E20 นั้นปริมาณแอลกอฮอลมีมากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัวจึงจำเป็นต้องมีชิ้นส่วนพิเศษในทางเดินน้ำมันซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนของแอลกอฮอลนั่นเอง
รถยนต์หลายรุ่นในประเทศไทยซึ่งออกจำหน่ายตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาสามารถใช้แก๊สโซฮอล E20 ได้ ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกลดลงประมาณ 10 เปอร์เซนต์ เนื่องจากรัฐบาลได้สนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล E20 ด้วยการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่สามารถใช้แก๊สโซฮอล E20 ได้ ลงอีก 5 เปอร์เซนต์ จาก 30 เปอร์เซนต์ เป็น 25 เปอร์เซนต์ รถยนต์ E20 นั้นสามารถที่จะใช้น้ำมันปกติรวมไปถึงแก๊สโซฮอล E10 ถึง E20 ซึ่งอาจจะยังไม่มีจำหน่ายแพร่หลายมากนักในประเทศไทยในขณะนี้ แต่ในอนาคตผู้ผลิตน้ำมันหลายรายมีโครงการที่จะเพิ่มปริมาณสถานีจำหน่ายให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
::สำหรับเจ้าของรถซึ่งต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าน้ำมันนั้น มีเทคนิคง่ายๆ หลายประการซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่น้อย ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อหัวเชื้อหรืออุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ ไปๆ มาๆ อาจจะเสียเงินมากกว่าปกติด้วยซ้ำอย่างแรกให้เข้าใจก่อนว่านำมันเป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ซึ่งถ้าน้ำหนักรถน้อยลงเท่าใดปริมาณพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนก็น้อยลงไปด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือให้นำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากรถให้หมด เจ้าของรถหลายๆท่านชอบที่จะให้รถนั้นเป็นเหมือนบ้านมีทั้งเสื้อผ้าประมาณเท่ากับตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมๆ รวมไปถึงรองเท้าหลายๆ คู่และอุปกรณ์ต่างๆ สารพัดทั้งๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์และทำให้มีการบริโภคน้ำมันที่ไม่จำเป็น นอกเหนือจากการนำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะแล้วเจ้าของรถก็สามารถตรวจตราหลายๆ สิ่งได้เพื่อที่จะช่วยประหยัด
::สิ่งแรกที่ควรจะดูก็คือที่กรองอากาศ ซึ่งอาจมีฝุ่นผงอุดตันทำให้อากาศไหลไม่สะดวกและถ้ามีโอกาสก็ให้ช่างถอดกรองน้ำมันออกมาตรวจบ้างก็ดี ควรเช็คลมยางเป็นประจำ (ประมาณเดือนละสองครั้ง) ความดันลมยางที่อ่อนเกินไปก็จะทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้นเนื่องจากความฝืดระหว่างเนื้อยางและถนนที่เพิ่มขึ้น มันอาจจะฟังดูแปลกๆแต่ลมยางที่อ่อนสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เพราะการบิดเบี้ยวของแก้มยางในขณะรถวิ่งจะทำให้อุณหภูมิของยางนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากจนอาจจะทำให้ยางระเบิดได้
::สำหรับการเดินทางไกลนั้น การเพิ่มความดันลมยางมากกว่าที่กำหนดซักหนึ่งถึงสองปอนด์ต่อตารางนิ้ว ก็จะช่วยให้ท่านประหยัดค่าน้ำมันได้อย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าความนุ่มนวลในขณะขับขี่อาจจะลดลงเล็กน้อยเนื่องจากความกระด้างของยางที่แข็งขึ้นแต่ความดันที่สูงขึ้นจะช่วยไม่ให้แก้มยางยุบตัวมากขณะเปลี่ยนเลนกระทันหันหรือเข้าโค้งซึ่งทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นด้วย
วิธีที่จะช่วยลดอัตราบริโภคได้อย่างเห็นผลชัดเจนก็คือวิธีการขับรถนั่นเอง การเพิ่มความเร็วอย่างนุ่มนวลด้วยการเหยียบคันเร่งเพียงเล็กน้อยแทนที่จะเร่งเครื่องอย่างรุนแรงในแต่ละเกียร์จะช่วยไม่ให้เครื่องยนต์เผาผลาญน้ำมันโดยไม่จำเป็น
::สำหรับท่านที่ขับรถเกียร์ธรรมดานั้นสิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่ลากเกียร์ ให้เร่งความเร็วอย่างนุ่มนวลตั้งแต่เกียร์หนึ่งและเปลี่ยนเกียร์ขึ้นเมื่อความเร็วเพียงพอ(ความเร็วจะแตกต่างขึ้นอยู่กับรุ่นและเครื่องยนต์ของรถ)
::สำหรับผู้ที่ขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัตินั้นยิ่งง่ายเข้าไปอีกเพราะสมองกลนั้นจะช่วยเปลี่ยนเกียร์ให้เมื่อความเร็วเพียงพออยู่แลัว แต่ก็ต้องไม่เหยียบคันเร่งมากเกินไปเช่นกันมิเช่นนั้นระบบก็จะคิดว่าท่านต้องการที่จะแช่เกียร์ โดยทั่วไปแล้วจังหวะในการเปลี่ยนเกียร์จะขึ้นอยู่กับรอบเครื่องยนต์ในขณะนั้น
::สรุปง่ายๆ ว่าให้ใช้คันเร่งเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ก็พอจะช่วยให้ประหยัดขึ้นได้อย่างเห็นผลเวลาขับรถโดยเฉพาะเวลาเดินทางไกลนั้นพยายามใช้ความเร็วให้คงที่ การปล่อยให้ความเร็วขึ้นๆ ลงๆ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น แต่ก็ให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ถ้าจำเป็นที่จะต้องเร่งความเร็วมากกว่าความเร็วที่ใช้ประจำเพื่อที่จะแซงรถที่ช้ากว่าก็จงทำหรือถ้าจำเป็นที่ต้องเบรคแรงๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะสิ้นเปลืองน้ำมันเวลาที่จะกลับมาความเร็วเดิม ผู้ขับขี่หลายๆ ท่านใช้ความเร็วที่ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ บางครั้งเห็นโฆษณาแข่งประหยัดน้ำมันว่าเขาทำได้ 30-40 กม.ต่อลิตร แล้วก็อยากทำบ้าง ไม่ได้เฉลียวว่าการขับช้าขนาดนั้น (ประมาณ 40-60 กม/ชม. บนทางหลวง) เป็นการกีดขวางผู้ใช้ถนนท่านอื่น ความเร็วในขณะเดินทางนั้นไม่จำเป็นต้องช้ามาก เพราะรถยนต์สมัยใหม่ได้ถูกออกแบบให้สามารถใช้ความเร็ว 90-120 กม/ชม. ได้อย่างประหยัดอยู่แล้ว อย่าลืมว่าการขับให้ช้ากว่านั้นอาจจะช่วยให้ใช้น้ำมันน้อยลงก็จริงแต่ก็ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางมากขึ้นด้วย ลองนึกภาพดูว่าถ้าต้องขับรถจากกรุงเทพไปเชียงใหม่จะใช้เวลาเท่าไหร่ถ้าขับที่ความเร็ว 40-60 กม/ชม!