การล้างยางมะตอย

ตุลาคม 6, 2009 admin บทความใหม่ ไม่ให้ใส่ความเห็น



การล้างยางมะตอย วิธีล้างยางมะตอย
tip1_04
เรื่องความสะอาดสำหรับตัวรถ แต่ละคนคงให้ความสำคัญแตกต่างกันไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโอกาส, พื้นที่และความใส่ใจของเจ้าของแต่ละคน ยิ่งช่วงที่ฝนตกบ่อยๆ ด้วยแล้ว สังเกตุได้เลยว่าแต่ละคันนี่ต้องมีคราบติดตัวกันทั้งนั้น เพราะถึงจะขัดสีจนเอี่ยมซักเพียงไหน พอเจอฝนหรือน้ำขังมันก็เลอะเหมือนเดิม แต่คราบสกปรกแบบนี้ยังธรรมดา เมื่อเทียบกับคราบยางมะตอยหรือยางไม้ ที่หากเอาออกไม่ถูกวิธี (ขูดอย่างเดียว) นี่มีตัวถังเป็นรอยกันมั่งล่ะครับ
tip1_06
การล้างยางมะตอย ด้วยแชมพูล้างรถธรรมดา ไม่สามารถกำจัดคราบแมลง, ยางไม้หรือการล้างยางมะตอยได้ครับ แต่เชื่อเถอะว่าง่ายกว่าที่คุณคิด เพียงแต่ต้องมีตัวช่วยอย่างแอล-
กอฮอล์สำหรับจุดไฟ (Denatured Alcohol หรือเอธิลแอลกอฮอล์ 95 %) หรือ
Bug & Tar Remover ที่เป็นน้ำยาทำความสะอาดเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็มี
อยู่หลายแบรนด์พอสมควร สามารถหาซื้อได้ตามแผนกประดับยนต์ในห้างสรรพ
สินค้าหรือตามคาร์แคร์ที่เป็นเฟรนไชส์ก็ได้นะครับ และที่สำคัญมีของ TOYOTA
ด้วยล่ะครับ ว่าแต่บ้านเราจะมีจำหน่ายหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบจริงๆ ?
tip1_08
tip1_09
อันดับแรกคือล้างรถให้เอี่ยมอ่องซะก่อน เพื่อจะปลดเปลื้องเอาคราบสกปรกที่อยู่ใกล้ๆ กับคราบแมลง, ยางไม้หรือล้างยางมะตอยออกให้หมด เพราะไม่งั้นเวลาที่เราลงมือกับคราบยางมะตอยดังกล่าว สีก็จะเป็นรอยจากการเสียดสีของดินหรือฝุ่นที่ติดค้างอยู่นั่นเอง และการล้างรถก่อนยังช่วยให้เราเห็นคราบสกปรกชัดเจนกว่าด้วยล่ะครับ
tip1_11
ใช้ผ้านุ่มๆ ชุบแอลกอฮอล์จนชุ่ม แล้วกดทับบริเวณที่เลอะคราบแมลง, ยางไม้หรือยางมะตอยเอาไว้ 10-30 วินาที เพื่อคราบดังกล่าวนิ่มลง และถ้าบริเวณที่เลอะมีขนาดค่อนข้างกว้าง ก็ให้ชุบแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น
ในกรณีที่เป็นซากแมลง ให้ใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์ชุ่มๆ คลุมบริเวณที่เลอะ แล้วค่อยๆ เช็ดเป็นรูปวงกลมจากนอกเข้าสู่ใน
tip1_13
ในกรณีที่เป็นยางไม้หรือยางมะตอยที่ค่อนข้างเหนียว ก็ให้ลองใช้วิธีเดียวกันคือจุ่มแอลกอฮอล์ให้ชุ่ม แล้วขัดจากนอกสู่ใน แต่ห้ามถูเป็นวงกลมเด็ดขาด เพราะมันหมายถึงการขัดถูสิ่งสกปรกกับพื้นผิวของสีนั่นเองครับ
ข้อควรระวังคืออย่าให้แอลกอฮอล์สัมผัสกับบริเวณที่สีจริงหลุดหรือขูดจนถึงสีรองพื้น หรือกับผิวโลหะ (ที่ไม่มีสีปกคลุม) เป็นอันขาด
tip1_15
อันดับแรกที่ต้องทำเหมือนกันก็คือ ล้างรถให้เอี่ยมที่สุด ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถชี้เป้าบริเวณที่สกปรกได้ง่ายขึ้น เมื่อมาเจอแล้วก็ให้พ่นน้ำยาดังกล่าวไปที่คราบสกปรกจนชุ่ม จากนั้นก็รอประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ตัวน้ำยาได้เข้าทำการสลายคราบดังกล่าว เมื่อได้เวลาก็เช็ดด้วยผ้านุ่มๆ อย่างเบามือ ซึ่งหากน้ำยาไม่สามารถสลายคราบสกปรกได้ในครั้งเดียว ก็อาจจะต้องฉีดน้ำยาใหม่อีกรอบ แต่ห้ามถูด้วยผ้าอย่างรุนแรงเด็ดขาด ค่อยๆ ฉีด, รอและเช็ดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถขจัดคราบได้อย่างสะอาดเอี่ยมอ่องนั่นแหละครับ
tip1_17
หลังจากที่เอาคราบสกปรกต่างๆ ออกจนหมดเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวต้องอาบน้ำต่ออีกรอบ ทั้งนี้ก็เพื่อจะล้างเอาคราบแอลกอฮอล์หรือน้ำยาทำความสะอาดออกให้หมดก่อน จะได้ไม่ติดค้างอยู่บนสีรถนั่นเอง อ้อ “นาย T” ลืมบอกไปครับว่า ทั้งแอลกอฮอล์และน้ำยาทำความสะอาดจะสลายเอาแว๊กซ์หรือน้ำยาเคลือบสีของรถออกไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าต้องการการปกป้องสีรถสูงสุด หลังจากล้างรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ควรที่จะลงแว๊กซ์หรือน้ำยาเคลือบสีอีกรอบด้วยนะครับ
tip1_19
ถ้าเป็นบ้านที่มีบริเวณก็คงจะง่ายกับการลงมือพอสมควร แต่ถ้าไม่มีก็อาจจะต้องพึ่งคาร์แคร์แล้วล่ะครับ เพราะส่วนใหญ่เค้าจะมีโปรแกรมขจัดคราบเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้าถาม “นาย T” ว่าคราบเหล่านี้มีผลต่อสีรถในระยะยาวอย่างไร ก็คงต้องบอกตามตรงว่าไม่ทราบจริงๆ ครับ รู้แต่ว่าถ้ารถเอี่ยมแล้วมีคราบเหล่านี้ มันก็คงจะไม่เจริญหูเจริญตาซักเท่าไหร่ ว่ามั๊ยครับ ?

บทความดีๆๆจาก etoyota club

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

บทความรถยนต์ที่เกี่ยวข้อง

Social Networks

Youtube Vimeo Flickr Picasa Reddit Subscribe via RSS

Facebook Google+ Delicious Twitter Pinterest Linkedin

Subscribe Letters

Scroll to Top
image